You are here: Home ข้อมูลท่องเที่ยว อ.โซ่พิสัย
  • default color
  • cyan color
  • green color
Decrease font size  Default font size  Increase font size 
อ.โซ่พิสัย Print E-mail
There are no translations available.

ข้อมูลทั่วไป


คำขวัญประจำอำเภอ
"หลวงพ่อพระแสน ดินแดนน้ำใส หาดหินคำไผ่ ยอใหญ่ท่าหลี่"

ที่ตั้งที่ว่าการอำเภอโซ่พิสัย
ถนนปากคาด-พรเจริญ ตำบลโซ่ อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดหนองคาย 43170

หมายเลขโทรศัพท์ 0 4248 5060-1
หมายเลขโทรสาร 0 4248 5060
พื้นที่ 985.262 ตร.กม.
ประชากร 68,351 คน (พ.ศ. 2550)
ความหนาแน่น 69 คน/ตร.กม.

ประวัติอำเภอโซ่พิสัย
เมื่อครั้งที่ประเทศไทยเกิดศึกกับฮ่อ ได้มีชาวโซ่หรือชาวไทโซ่ ซึ่งเป็นเผ่าหนึ่งที่ได้อพยพจากทางภาคเหนือของลาวมาอาศัยอยู่ในไทย ประมาณ 250 ปีมาแล้ว ได้มาตั้งถิ่นฐานอยู่ในประเทศไทย โดนเรียกตนเองว่าชาวโซ่ หรือบ้านโซ่ ขึ้นตรงต่อเมืองโพนพิสัย ในสมัยรัชกาลที่ 5 บ้านโซ่ได้ยกฐานะเป็นตำบล เมื่อปี พ.ศ. 2515 จึงได้ยกฐานะเป็นกิ่งอำเภอ และในปี พ.ศ. 2520 ได้ยกฐานะเป็นอำเภอโซ่พิสัย

ที่ตั้งและอาณาเขต
อำเภอโซ่พิสัยมีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียงดังนี้
ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอปากคาดและอำเภอบึงกาฬ
ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอบึงกาฬและอำเภอพรเจริญ
ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอบ้านม่วง (จังหวัดสกลนคร) และอำเภอเฝ้าไร่
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอเฝ้าไร่และอำเภอรัตนวาปี

การปกครองส่วนภูมิภาค
อำเภอโซ่พิสัยแบ่งเขตการปกครองย่อยออกเป็น 7 ตำบล 89 หมู่บ้าน ได้แก่
1. โซ่ (So) 17 หมู่บ้าน
2. หนองพันทา (Nong Phan Tha) 11 หมู่บ้าน
3. ศรีชมภู (Si Chomphu) 15 หมู่บ้าน
4. คำแก้ว (Kham Kaeo) 13 หมู่บ้าน
5. บัวตูม (Bua Tum) 13 หมู่บ้าน
6. ถ้ำเจริญ (Tham Charoen) 11 หมู่บ้าน
7. เหล่าทอง (Lao Thong) 9 หมู่บ้าน

การปกครองส่วนท้องถิ่น
ท้องที่อำเภอโซ่พิสัยประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวน 8 แห่ง ได้แก่
เทศบาลตำบลโซ่พิสัย ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลโซ่
องค์การบริหารส่วนตำบลโซ่ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลโซ่ (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลโซ่พิสัย)
องค์การบริหารส่วนตำบลหนองพันทา ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองพันทาทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลศรีชมภู ครอบคลุมพื้นที่ตำบลศรีชมภูทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลคำแก้ว ครอบคลุมพื้นที่ตำบลคำแก้วทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลบัวตูม ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบัวตูมทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลถ้ำเจริญ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลถ้ำเจริญทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลเหล่าทอง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลเหล่าทองทั้งตำบล

สถานที่สำคัญ


วัดสังขลิการาม (หลวงพ่อพระเจ้าแสนสามหมื่น)

หลวงพ่อพระเจ้าแสนสามหมื่น เป็นพระพุทธรูปที่สำคัญและศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่เคารพสักการะของพุทธศาสนิกชนชาวอำเภอโซ่พิสัย

หลวงพ่อพระเจ้าแสนสามหมื่น เป็นพระพุทธรูปสมัยเชียงแสน รูปและขนาดของพระเจ้าแสนสามหมื่น
1. ความกว้างของบัลลังก์ ชั้นที่ 1 19 นิ้ว
2. ความกว้างของบัลลังก์ ชั้นที่ 2 17 นิ้ว
3. วัดรอบบัลลังก์ 32 นิ้ว
4. หน้าตักปฏิดากรณ์ 11 นิ้ว
5. วัดรอบต้วรวมทั้งสองแขน 17.5 นิ้ว
6. วัดรอบคอ 6.5 นิ้ว
7. ใบหูยาว 3 นิ้ว
8. หน้าผากกว้าง 2.5 นิ้ว
9. หน้าผากจรดปลายคาง 3 นิ้ว
10. ยอดเศียรยาว 4 นิ้ว
11. จากบัลลังก์ชั้นที่ 1 ถึงเศียรสูง 32 นิ้ว
12. หน้าอกระหว่างหัวนมทั้งสองข้าง 2 นิ้ว
ลักษณะทั้งหมดนี้วัดไว้เมื่อวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2514 เพื่อปกป้องการสูญหาย กรรมการวัดทั้งหมดและชาวบ้านโซ่ ได้พร้อมกันวัดไว้เพื่อเป็นหลักฐานเพื่อ เป็นอนุสรณ์ของพระพุทธศาสนาต่อไป

พระเจ้าแสนสามหมื่นสร้างขึ้นสมัยเชียงแสนเป็นราชธานี ซึ่งประมาณ 800 ปี มาแล้ว สันนิษฐานว่าก่อสร้างขึ้นในสมัยเดียวกับหลวงพ่อพระใส วัดโพธิ์ชัย มีตำนานเล่าว่า หลวงพ่อพระเจ้าแสนสามหมื่นถูกอันเชิญมาจากเมืองเวียงจันทน์ ซึ่งในครั้งนั้นมีพระพุทธรูปที่ถูกอัญเชิญมาด้วยกัน 6 องค์ คือ พระสุก พระเสริม พระใส พระแสน พระเสียง และองค์สุท้ายไม่ทราบชื่อเพราะได้หายไปพร้อมเจ้าอาวาส โดยใช้การล่องแพผ่านลำน้ำงึม ขณะที่เดินทางมานั้นมีเหตุการณ์เกิดขึ้น 2 เหตุการณ์ คือ แพแตก ทำให้พระแท่นของพรสุกจมน้ำไป และในปัจจุบันเรียกว่า “เวินแท่น” พอซ่อมแพเสร็จแล้วก็ล่องตอมาอีกแพก็ได้แตกอีกครั้งและทำให้พระสุกจมน้ำหายไป ในปัจจุบันเรียกที่นั่นว่า “เวินสุก” เมื่อแพอัญเชิญพระพุทธรูปมาถึงที่อำเภอโพนพิสัย ชาวโพนพิสัยจึงได้ขอและอัญเชิญพระพุทธรูปไว้ด้วยกัน 3 องค์ คงเหลือแค่พระเสริม และพระใสเท่านั้น ที่ล่องแพต่อไปและได้อัญเชิญไว้ที่เมืองหนองคาย พระแสนและพระเสียง ได้ประดิษฐานอยู่ที่วัดนิโคตร บ้านปากห้วยหรือบ้านปากน้ำ ที่อำเภอโพนพิสัย

เมื่อปี พ.ศ.2423 ชาวโส่หรือว่าชาวโซ่ ได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานที่บ้านโซ่ในปัจจุบัน ประมาณ 20 - 30 หลังคาเรือน ต่อมาปี พ.ศ. 2445 ชาวบ้านปากน้ำที่คุ้มวัดจุมพล อำเภอโพนพิสัย ได่อพยพใสอยู่ร่วมกับชาวโซ่ โดยตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ริมห้วยซำ ซึ่งในปัจจุบันเป็นท้ายอ่างเก็บน้ำด้านทิศตะวันตก ต่อมาเห็นว่าที่บริเวณนั้นเป็นที่ต่ำ จึงได้หาที่ใหม่ และได้พบวัดเก่าแก่แต่โบราณ จะสร้างในสมัยใดนั้นไม่มีใครทราบ เพราะมีพุทธสีมาผุพังกองอยู่กับพื้นแต่ใบเสมายังอยู่ครบ จึงสร้างวัดและปฏิสังขรณ์พุทธสีมาขึ้น ขณะนั้นยังเป็นป่าดงดิบ วัดกับบ้านจึงติดกันมาก เพราะกลัวสัตว์ร้าย ดังนั้นวัดจึงมีขนาดเล็กมากดังที่เห็นในปัจจุบัน เมื่อหมู่บ้านเจริญขึ้นมาซึ่งมีประมาณ 40 - 50 ครัวเรือน พระอธิการจันที มังศรี เห็นว่ายังไม่มีพระพุทธรูปเป็นพระประธานในโบถส์ จึงได้ไปอัญเชิญพระพุทธรูปจากบ้านเดิมของท่านที่วัดนิโคตร บ้านปากน้ำ อำเภอโพนพิสัย จึงได้พระพุทธรูปมาองค์หนึ่ง คือ พระแสน หรือ หลวงพ่อพระเจ้าแสนสามหมื่น ดังนั้นหลวงพ่อพระเจ้าแสนสามหมื่นจึงได้ประดิษฐานอยู่ที่วัดสังขลิการาม บ้านโซ่ จนถึงปัจจุบันนี้

เหตุการณ์ที่แสดงถึงพุทธาภินิหาร และได้เล่าขานสืบต่อกันมาจนปัจจุบัน ดังนี้
ปี พ.ศ. 2462 หลวงพ่อพระเจ้าแสนสามหมื่น ได้ถูกคนร้ายขโมยไปที่บ้านหนองยอง ตำบลหนองยอง อำเภอปากคาด โดยที่คนร้ายได้นำไปซ่อนไว้ใต้ต้นดอกเตยนอกหมู่บ้าน ใกล้กับบ่อน้ำ และในขณะนั้นเองมีหญิงชาวบ้านคนหนึ่งไปตักน้ำพร้อมกับสุนัข 3 ตัว และสุนัขได้พบพระที่คนร้ายได้ซ่อนไว้ใต้ต้นดอกเตย เริ่มแรกหญิงคนนั้นไม่ได้สนใจอะไรนัก ตักน้ำได้ก็รีบกลับบ้าน และกลับมาอีกเรื่อย ๆ แล้วนางเห็นสุนัขเห่าไม่หยุดจึงได้เข้าไปดู และนางได้เห็นพระพุทธรูปนั้นอยู่ที่ใต้ต้นดอกเตย นางตกใจจึงวิ่งกลับเข้าไปหมู่บ้าน และได้บอกกับชาวบ้าน พร้อมกันนั้นชาวบ้านจึงได้นำพระพุทธรูปที่หญิงชาวบ้านเห็นไปไว้ที่วัดและประกาศหาเจ้าของ พร้อมทั้งบอกรูปพรรณสัณฐานให้ทราบด้วย ชาวบ้านโซ่ได้ทราบข่าวจึงได้ไปดูและก็ได้ทราบมาว่าเป็นหลวงพ่อพระเจ้าแสนสามหมื่น และได้อัญเชิญกลับมาประดิษฐานที่วัดสังขลิการามตามเดิม ซึ่งภายหลังนั้นได้ทราบข่าวว่าคนร้ายที่มาขโมยนั้นมี 4 คน และได้เสียชีวิตไปหมดแล้ว

ต่อมาเมื่อวันที่ 6 มีนาคม ปี พ.ศ. 2515 หลวงพ่อพระเจ้าแสนสามหมื่นได้ถูกคนร้ายขโมยไปอีก คราวนี้ไปที่บ้านหนองท่มท่ากะดัน เขตอำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร โดยที่คนร้ายได้นำไปซ่อนไว้ใต้น้ำที่ห้วยมาย ประมาณ 15 วัน และจากนั้นได้นำไปไว้ที่อำเภอสว่างแดนดิน โดยที่เก็บไว้ที่บ้านของหัวหน้าโจร พอรุ่งเช้าหัวหน้าคนร้ายตายโดยที่ไม่มีใครทราบสาเหตุการตายเลย ภรรยาของหัวหน้าคนร้ายจึงได้นำหลวงพ่อพระเจ้าแสนสามหมื่นไปฝากไว้ที่วัดใกล้บ้าน เจ้าอาวาสวัดก็ได้รับไว้ พอตกกลางคืนหลังที่เจ้าอาวาสได้ไหว้พระสวดมนต์เสร็จแล้วเจ้าอาวาสวัดจึงได้จำวัด(นอน) พอรุ่งเช้าเจ้าอาวาสจึงแปลกใจ เพราะว่าตนเองนอนเอาหัวลงมาที่ปลายเท้าและเอาเท้าไปไว้ที่หมอน เจ้าอาวาสวัดจึงได้นำหลวงพ่อพระเจ้าแสนสามหมื่นไปฝากไว้ที่สถานีตำรวจอำเภอสว่างแดนดิน และมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่สถานีตำรวจคือ กลางดึกในคืนนั้นตำรวจทะเลาะกันเอง โดยกล่าวหาว่าปล่อยนักโทษ เพราะนักโทษที่อยู่ในห้องขังหนีไปได้ โดยที่ไม่ได้เปิดกุญแจห้องขัง เมื่อตำรวจหวนคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นกับเจ้าอาวาสวัด จึงได้ตั้งจิตอธิฐานว่า ถ้าหากว่าเป็นเพราะว่าพระพุทธรูปองค์นี้จริง ขอให้นักโทษทั้ง 3 คน อย่าได้หนีไปเลย อาจด้วยแรงอธิฐานจึงทำให้เจอนักโทษทั้ง 3 คนเดินที่ตลาด โดยที่ไม่ได้แยกกันเลย

เมื่อจับนักโทษกลับมาได้แล้ว นักโทษจึงบอกว่า ไม่ให้หนีได้ไงกันในเมื่อลูกกรงห้องขังห่างกันเป็นศอก เหมาะแก่การเดิน เข้า – ออก มาก ด้วยเหตุของอภินิการนี้เอง ทำให้เกิดความเกรงกลัวกันขึ้น จึงทำให้มีการประกาศหาเจ้าของพระพุทธรูปนั้นหรือหลวงพ่อพระเจ้าแสนสามหมื่น ว่าเป็นพระพุทธรูปบ้านใด ต่อมาประมาณ 4 – 5 วัน ชาวบ้านโซ่ทราบข่าว จึงได้ส่งหลวงปู่ป้อ กับนายเผือก ตรีรัตน์ และคณะผู้ติดตามอีกประมาณ 4 – 5 คน ไปรับพระพุทธรูปกลับมา กว่าจะนำกลับมาได้ก็ทำให้ทั้งคณะวุ่นวายไปหมดเพราะว่าท่านไม่ยอมกลับมานั่นเอง นำท่านขึ้นรถคันไหนรถคันนั้นก็จะติดเครื่องไม่ได้กันทุกคัน ดังนั้นจึงพากันเก็บดอกไม้มาทำขันธ์ 5 ขันธ์ 8 อัญเชิญท่านพร้อมกับเทวดาผู้รักษาท่าน จึงได้ท่านกลับมาโดยสวัสดิภาพ

เมื่อมาถึงบ้านโซ่ แล้วก็ได้ประกาศให้ชาวบ้านมาสรงน้ำท่าน ก็ทำให้เกิดอภินิหารขึ้นอีก คือมีฝนตกทั้งที่ไม่มีเค้าว่าฝนจะตกเพราะว่ายังมีแดดอยู่ เมื่อสรงน้ำเสร็จแล้วก็อัญเชิญหลวงพ่อพระเจ้าแสนสามหมื่นขึ้นไปประดิษฐานไว้บนอุโบสถ วัดสังขลิการาม บ้านโซ่ ตำบลโซ่ อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดหนองคาย

ความเห็น (0)add comment

เขียนแสดงความเห็น
ย่อกล่องข้อความ | ขยายกล่องข้อความ

security image
ใส่รหัสที่ท่านเห็นเพื่อยืนยันการแสดงความเห็น


busy